พื้นฐานการประกอบโมเดลและอุปกรณ์ที่ใช้ในการทำโมเดลกระดาษแบบต่างๆ

ขั้นตอนของการทำโมเดลกระดาษ

ในการทำโมเดลกระดาษโดยทั่วๆไป จะมีขั้นตอนคล้ายๆกันคือเริ่มต้นจากการพิมพ์แบบออกมาก่อน ในส่วนของการพิมพ์แบบนี้ จะแบ่งออกเป็นสองแบบ คือการพิมพ์หน้าเดียว กับการพิมพ์แบบหน้าหลัง

การพิมพ์แบบสำหรับทำโมเดลกระดาษ

ในขั้นตอนของการพิมพ์ ถ้าหากว่าโมเดลนั้นมีแบบเป็นไฟล์ที่พิมพ์ได้เลย อย่างเช่นไฟล์ PDF ก็สามารถสั่งพิมพ์ออกมาได้ทันที หรือถ้ามีไฟล์เป็นลักษณะ .PDO มาให้ ก็สามารถใช้โปรแกรม Pepakura เพื่อเปิดอ่านไฟล์แล้วก็พิมพ์จากโปรแกรมได้ครับ ปกติแล้วสำหรับแบบการทำโมเดลกระดาษที่ผมโพสให้ จะมีไฟล์ PDF ให้สำหรับสามารถโหลดเอาไปพิมพ์เองได้ ไฟล์ PDF จะมีสองอย่าง คือไฟล์สำหรับพิมพ์แบบหน้าเดียว กับไฟล์สำหรับพิมพ์แบบสองหน้า ในกรณีที่เป็นไฟล์แบบพิมพ์หน้าเดียว ลายเส้นกำหนดรอยตัด และเส้นกำหนดการพับ จะทับอยู่บนลายของกระดาษไปเลย การพิมพ์โมเดลแบบนี้ จะทำได้เหมือนกับการพิมพ์กระดาษทั่วๆไป ไม่ต้องตั้งค่าอะไรเป็นพิเศษ แต่มีข้อเสียคือลายเส้นต่างๆ จะอยู่บนสีที่ผิวด้านนอกของกระดาษ ทำให้เมื่อเวลาทำเสร็จออกมาแล้ว ก็จะยังคงเห็นรอยเส้นพวกนี้อยู่ ส่วนการพิมพ์อีกวิธีหนึ่ง คือการพิมพ์แบบสองหน้า การพิมพ์แบบนี้จะเป็นการพิมพ์สีไว้ที่ด้านหนึ่งของกระดาษ แล้วก็พิมพ์เส้นแสดงรอยพับและรอยตัด ไว้อีกด้านหนึ่ง ทำให้เมื่อทำโมเดลออกมาแล้ว จะไม่เห็นเส้นพวกนี้ ซึ่งจะได้โมเดลที่สวยกว่า แต่ในการพิมพ์ออกมา จะต้องใช้เครื่องพิมพ์ที่รองรับการพิมพ์สองหน้าได้ ซึ่งให้ตั้งเครื่องพิมพ์เป็นการพิมพ์แบบ Duplex แต่ถ้าไม่มีเครื่องพิมพ์ที่พิมพ์สองหน้าได้แบบอัตโนมัติ หรือทำไม่เป็น ก็พิมพ์มาทีละหน้าแล้วเอากระดาษกลับทางกันเอง เพื่อเอาแผ่นเดิมกลับไปพิมพ์ลายทางด้านหลังของแผ่นนั้นๆได้ รูปแบบการพิมพ์นี้จะขึ้นกับเครื่องพิมพ์แต่ละเครื่องครับ อันนี้คงต้องไปศึกษาคู่มือเครื่องพิมพ์ที่ใช้กันเอาเอง ส่วนการตั้งค่าของเครื่องพิมพ์ ควรตั้งเป็นความละเอียดเดียวกันกับการพิมพ์รูปถ่าย หรือตั้งให้ตรงกับชนิดของกระดาษที่ใช้ครับ

เราควรใช้กระดาษแบบใหนในการทำโมเดลกระดาษ

ปกติการทำโมเดลจะสามารถเลือกใช้กระดาษได้หลายแบบ ขึ้นอยู่กับความชอบ หรือความเหมาะสมกับโมเดลตัวนั้น กระดาษที่ใช้อาจจะแบ่งเป็นสองแบบคือกระดาษสำหรับเครื่องพิมพ์ (อิงค์เจ็ต หรือ เลเซอร์) กับกระดาษการ์ดธรรมดา (หรือกระดาษปก) สำหรับกระดาษการ์ด จะเป็นกระดาษเนื้อธรรมดา แต่จะมีความหนาต่างๆกัน ซึ่งความหนาของกระดาษไม่มีระบุไว้ แต่จะมีการเรียกแทนด้วยน้ำหนักของกระดาษซึ่งจะเรียกเป็น grams ปกติแล้วยิ่งมีค่า grams มาก ก็จะยิ่งหนา (แต่เนื่องจากค่า grams คือน้ำหนัก ดังนั้นบางทีค่า grams มากอาจจะไม่หนาก็ได้ แต่เนื้อกระดาษอาจจะแน่นแทน) แต่ยังไงก็ตามการเลือกกระดาษที่มีค่า grams สูงๆ ก็จะทำให้โมเดลกระดาษที่ได้มีความแข็งแรงมากขึ้น แต่ก็จะตัดยากขึ้น พับยากขึ้น และในบางชนิด อาจจะทำให้มีโอกาศหักง่ายขึ้นด้วยครับ การเลือกกระดาษปกติแล้วควรใช้กระดาษตั้งแต่ 160 grams ขึ้นไป ถึงจะสามารถเอามาทำได้โดยกระดาษไม่งอง่ายๆ แต่ก็ไม่ควรใช้กระดาษที่หนักเกินกว่า 260 grams เพราะจะทำให้ตัดและประกอบยากเกินไป รวมทั้งกระดาษมักจะหนา และความหนาของกระดาษจะทำให้ประกอบออกมาแล้วเห็นขอบขาว ไม่สวยเท่ากระดาษที่บาง

ส่วนกระดาษอีกชนิดหนึ่งจะเป็นกระดาษอิงค์เจ็ต ซึ่งออกแบบมาใช้กับการพิมพ์ กระดาษชนิดนี้เนื้อกระดาษจะมีความละเอียดและแสดงสีได้ชัดกว่ากระดาษการ์ดธรรมดา กระดาษอิงค์เจ็ตก็จะมีหลายแบบ คือ กระดาษอิงค์เจ็ตธรรมดา กระดาษการ์ดอิงค์เจ็ต และกระดาษโฟโต้อิงค์เจ็ต ทั้งสามแบบนั้นก็จะมีแบบที่เป็นกระดาษด้าน กระดาษมัน และกระดาษกึ่งด้านกึ่งมัน รวมผสมกันได้เป็น 9 ชนิด (ได้แก่ กระดาษอิงค์เจ็ตธรรมดาแบบด้าน แบบมัน แบบกึ่งด้านกึ่งมัน กระดาษการ์ดอิงค์เจ็ตแบบด้าน แบบมัน และแบบกึ่งด้านกึ่งมัน กระดาษโฟโต้อิงค์เจ็ตแบบด้าน แบบมัน และแบบกึ่งด้านกึ่งมัน) กระดาษอิงค์เจ็ตธรรมดานั้นก็จะเป็นกระดาษที่คุณภาพดีขึ้น น้ำหนักกระดาษมีตั้งแต่ 80 – 240 grams สำหรับกระดาษโฟโต้ จะเป็นกระดาษที่มีแบบที่กันน้ำได้ หรือแบบที่รองรับการพิมพ์แบบละเอียดเป็นพิเศษ ซึ่งก็จะมีราคาแพงขึ้นตามไปด้วย ส่วนกระดาษการ์ดอิงค์เจ็ตจะเป็นกระดาษการ์ด ซึ่งมีความหนาต่างๆกันและแข็งแรงขึ้นเหมือนกระดาษการ์ดธรรมดา แต่ถูกทำให้สามารถรองรับงานพิมพ์ผ่านเครื่องอิงค์เจ็ตที่ความละเอียดมากขึ้นได้ กระดาษเหล่านี้ที่เป็นอิงค์เจ็ต ก็จะมีชนิดที่เป็นกระดาษเลเซอร์ด้วย ซึ่งออกแบบมาสำหรับเครื่องพิมพ์เลเซอร์


ปกติการทำโมเดลกระดาษ เรามักจะใช้กระดาษการ์ด จะใช้เป็นกระดาษการ์ดธรรมดา หรือกระดาษการ์ดอิงค์เจ็ตก็ได้ เพราะจะมีน้ำหนักกระดาษให้เลือกหลายอย่าง ตั้งแต่ 80 – 400 grams ขึ้นกับยี่ห้อของกระดาษ และนอกจากนั้นยังมีแบบที่อัดลายต่างๆ อย่างเช่นอัดลายผ้า ลายลินิน หรือลายเส้นอลูมิเนียม ให้เลือกใช้ด้วย แต่โดยสรุปแล้ว กระดาษทั้งหมดนั้นสามารถใช้ทำโมเดลกระดาษได้ทุกแบบ เพียงแต่ควรจะเลือกใช้ความหนาอย่างน้อยๆ 160 grams และไม่ควรใช้เกิน 260 grams หรือตามที่แนะนำเอาไว้ในแต่ละโมเดล ส่วนจะใช้ชนิดใหนนั้น ขึ้นกับความชอบครับ เพราะเมื่อทำออกมาแล้วจะมีข้อแตกต่างคือ กระดาษยิ่งบางก็จะยิ่งทำโมเดลออกมาได้สวยมากขึ้น เพราะว่าจะไม่เห็นขอบกระดาษหนาเท่ากระดาษหนาๆ แต่จะทำออกมาได้ยากขึ้น รวมทั้งบอบบางมากกว่ากระดาษหนาๆ ความแตกต่างที่เห็นได้ชัดอีกอย่างหนึ่งคือเรื่องของการใช้กระดาษเคลือบมัน หรือกระดาษเคลือบด้าน สำหรับกระดาษเคลือบด้านจะไม่ต่างกับกระดาษการ์ดธรรมดา แต่ถ้าเคลือบมันจะมีความแตกต่างอยู่บ้าง กรณีที่เป็นกระดาษเคลือบมัน เนื้อกระดาษจะเป็นมัน บางคนอาจจะชอบ แต่มีข้อเสียคือกระดาษจะเห็นตำหนิของขอบกระดาษง่ายกว่า รวมทั้งจะมองเห็นตำหนิกระดาษในส่วนที่งอต่างๆได้ง่ายกว่าด้วย

จากรูปเป็นตัวอย่างของกระดาษชนิดต่างๆกัน อันที่อยู่ซ้ายล่าง จะเป็นกระดาษเคลือบมัน ส่วนอันอื่นเป็นกระดาษการ์ดที่ความหนาต่างๆกัน

จากรูปเป็นตัวอย่างของกระดาษชนิดต่างๆกัน อันที่อยู่ซ้ายล่าง จะเป็นกระดาษเคลือบมัน ส่วนอันอื่นเป็นกระดาษการ์ดที่ความหนาต่างๆกัน

กระดาษเคลือบมันจะให้ผิวที่เป็นมันเงา และให้สีที่เข้มกว่ากระดาษเคลือบด้าน หรือกระดาษการ์ดแบบไม่เคลือบ แต่มีข้อเสียคือรอยตำหนิต่างๆจะเห็นได้ง่ายกว่า

กระดาษเคลือบมันจะให้ผิวที่เป็นมันเงา และให้สีที่เข้มกว่ากระดาษเคลือบด้าน หรือกระดาษการ์ดแบบไม่เคลือบ แต่มีข้อเสียคือรอยตำหนิต่างๆจะเห็นได้ง่ายกว่า

การใช้กระดาษการ์ดแบบเคลือบด้าน จะได้สีที่คมและมีคุณภาพสูงกว่ากระดาษการ์ดแบบไม่เคลือบ แต่ความแตกต่างไม่มากเท่าไหร่ แนะนำให้คนที่ต่อโมเดลจนชำนาญแล้วค่อยใช้ครับ เพราะถ้ายังต่อไม่ค่อยเก่ง กระดาษดีกว่าก็ช่วยอะไรไม่ได้เท่าไหร่ ^_^

การใช้กระดาษการ์ดแบบเคลือบด้าน จะได้สีที่คมและมีคุณภาพสูงกว่ากระดาษการ์ดแบบไม่เคลือบ แต่ความแตกต่างไม่มากเท่าไหร่ แนะนำให้คนที่ต่อโมเดลจนชำนาญแล้วค่อยใช้ครับ เพราะถ้ายังต่อไม่ค่อยเก่ง กระดาษดีกว่าก็ช่วยอะไรไม่ได้เท่าไหร่ ^_^

อุปกรณ์ที่ใช้ในการตัดกระดาษ

ขั้นตอนต่อไปหลังจากที่พิมพ์แบบออกมาได้แล้ว ก็จะต้องนำมาตัดตามรอยที่อยู่บนแบบ ในขั้นตอนนี้ อุปกรณ์ที่ใช้เป็นหลักก็จะต้องมีกรรไกรและคัทเตอร์ ซึ่งจะเอาไวเใช้ตัดชิ้นส่วนแต่ละชิ้นออกมาคร่าวๆ จากนั้นที่จำเป็นจริงๆในการใช้เพื่อตัดโมเดลแต่ละแผ่นให้ออกมาได้สวยๆ ก็จะต้องใช้มีดปลายแหลมสำหรับงานตัดกระดาษโดยเฉพาะ ซึ่งหน้าตาก็จะเป็นตามรูป ใช้คู่กับบอร์ดรองตัด จะช่วยให้ตัดได้ง่ายและตรงมากกว่าการใช้คัดเตอร์ หรือกรรไกร โดยเฉพาะในส่วนที่เป็นชิ้นเล็กๆ หรือส่วนที่จะต้องเจาะรู

เทคนิคอย่างหนึ่งหลังจากที่ทำการตัดกระดาษเสร็จแล้ว คือการใช้สีไม้ หรือสีชอล์ค มาทาขอบกระดาษที่เราตัด ด้วยสีเดียวกับลายกระดาษ จะช่วยให้มองขอบขาวของกระดาษไม่เห็นและทำให้ผลงานที่ได้ออกมาสวยกว่าเดิม


แผนกระดานรองตัด สำหรับทำโมเดลกระดาษ

กรรไกร

มีดปลายแหลม ทำหรับงานตัดกระดาษ

คัดเตอร์

การกรีดรอยแบบ

ขั้นตอนต่อไปหลังจากที่ตัดกระดาษออกมาเสร็จเรียบร้อยแล้ว ก็จะมาถึงขั้นตอนการกรีดรอยพับ บนแบบ ในแบบการทำโมเดลกระดาษจะมีรอยเส้นอยู่สามชนิด เส้นที่เป็นเส้นทึบ จะเป็นรอยตัด ที่จะต้องตัดให้ขาด ที่ได้ทำไปแล้วในขั้นตอนก่อนหน้า คือการตัดตามรอยเส้นทึบ เพื่อให้ได้ออกมาเป็นชิ้นๆ ขั้นตอนต่อไปเราจะใช้อุปกรณ์ที่เป็นปลายแหลม ในการขีดไปตามรอยประ รอยเส้นประจะมีอยู่สองแบบ คือรอยเส้นประธรรมดา กับรอยเส้นประที่มีเส้นยาวสลับสั้นสองจุด ซึ่งจะต่างกันคือ รอยเส้นประธรรมดาจะพับงอลง ส่วนรอยเส้นประแบบยาวสลับ จะพับไปอีกด้าน ในการขีดตามรอยนี้ จะช่วยให้เราสามารถพับกระดาษออกมาได้คมและสวยมากกว่าไม่กรีดเอาไว้ก่อน แต่การกรีดจะต้องระวังไม่ให้กรีดแรงเกินไป ไม่อย่างนั้นกระดาษจะขาดได้ ส่วนในกรณีทีถ้าหากว่าเรากรีดแรงเกินไปจนกระดาษขาด วิธีแก้ไขคือ เอาสก็อตเทปใส ติดไว้ที่ด้านที่จะเป็นด้านในของตัวแบบ เพื่อยึดกระดาษที่ขาดเอาไว้ด้วยกัน เมื่อเราทำการกรีดรอยทั้งหมดเป็นที่เรียบร้อย ก็จะสามารถนำแบบมาขึ้นรูปได้ การขึ้นรูปคือการพับกระดาษตามรอยที่กำหนดเพื่อให้ได้รูปทรงออกมาคร่าวๆ


วงเวียน

สกอต์เทปใส


ไม้บรรทัด (เหล็ก)

การประกอบชิ้นส่วนและติดกาว


หลังจากที่เราขึ้นรูปกระดาษเป็นที่เรียบร้อย ก็มาถึงขั้นตอนสุดท้ายคือ การประกอบชิ้นส่วนเข้าด้วยกัน และการติดกาว กาวที่เราใช้ในการทำโมเดลกระดาษจะมีอยู่สามแบบ คือกาวแท่ง กาวน้ำ แล้วก็กาวยาง การเลือกใช้กางในการประกอบชิ้นส่วนในแต่ละตำแหน่งจะมีความสำคัญมาก ว่าจะได้โมเดลที่ออกมาสวยหรือไม่สวย หลักการใช้งานกาวแต่ละชนิดก็คือ ให้เราพิจารณาดูว่า จุดที่เราต้องการติดนั้น ติดง่ายหรือยาก การประกอบทำได้แม่นยำหรือไม่ หรือมีโอกาศที่จะต้องขยับกระดาษหลังจากติดบ้าง แล้วใช้ผลจากการพิจารณานั้นในการเลือกชนิดของกาวที่จะใช้

กาวน้ำหรือกาวลาเท็กซ์

จะเป็นกาวที่แห้งช้า ดังนั้นเมื่อติดลงไปแล้ว โอกาศที่จะขยับได้บ้าง หรือดึงออกถ้าติดผิด ทำได้นานกว่ากาวชนิดอื่น แต่ก็อาจจะทำให้กระดาษย่นได้ ถ้าหากว่าทามากเกินไป ซึ่งการใช้กาวน้ำหรือกาวลาเท็กซ์ เราอาจจะใช้พู่กันช่วยในการทากาว เพื่อให้ทาได้แม่นยำ และควบคุมปริมาณกาวที่ใช้ได้ง่ายขึ้น ข้อใช้งานอย่างหนึ่งของกาวชนิดนี้เนื่องจากการที่มันแห้งช้า และไม่ยึดแน่นแบบทันทีทันใด ดังนั้นถ้าเป็นชิ้นส่วนที่ต้องติดต่อๆกันไปอย่างต่อเนื่อง จะทำได้ลำบากหน่อย เพราะกาวแห้งไม่ทัน และนอกจากนั้นกาวอาจจะหลุดได้ กรณีนี้ต้องใช้กาวปริมาณน้อยๆและทาให้พอดี จะช่วยให้กาวมีประสิทธิภาพมากขึ้น กาวลาเท็กซ์หรือกาวน้ำจะมีราคาค่อนข้างถูก และถ้าใช้เป็นแล้วก็จะเหมาะสมกับการใช้ทำโมเดลกระดาษมาก

กาวแท่ง

กาวชนิดนี้จะแห้งเร็วกว่ากาวน้ำ และไม่ทำให้กระดาษย่น เมื่อติดไปแล้วยังพอขยับกระดาษได้บ้าง เพราะจะไม่ติดทันที แต่มีข้อเสียคือ การยึดไม่แน่นเร็วพอ ดังนั้นในส่วนที่เล็กๆ อยู่ตรงมุม อาจจะต้องทิ้งไว้ให้แห้งจริงๆนานเป็นระยะเวลานึงก่อน จึงไปทำส่วนอื่นที่อาจจะไปรั้งกระดาษที่ติดแล้วในส่วนนั้น แล้วทำให้กระดาษที่ติดกาวแล้วหลุดออกจากกันได้

กาวยาง

กาวชนิดนี้การใช้งานจะต่างออกไป คือจะต้องทาทั้งสองด้านของด้านที่จะนำมาประกบติดกัน จากนั้นต้องรอให้กาวแห้งก่อน แล้วเอามาติด กาวชนิดนี้ จะติดแน่นมาก และติดทันที เมื่อเอามาติดแล้วจะไม่สามารถขยับเขยื่อนได้อีก ดังนั้นจำเป็นะต้องติดให้แม่น การใช้กาวชนิดนี้จะใช้เมื่อเราสามารถติดได้อย่างแม่นยำ คือเป็นชิ้นส่วนที่ติดได้ง่าย ไม่น่าจะติดพลาดได้ และอีกรูปแบบหนึ่งคือกรณีที่เป็นการติดชิ้นส่วนที่เป็นชิ้นส่วนที่ต้องทนต้อการถูกดึงไปดึงมาบ่อยๆ เพราะกาวจะติดแน่นมาก ถึงขยับกระดาษไปๆมา ส่วนที่ติดกับกาวยางก็มักจะไม่หลุดง่ายๆ ประโยชน์อย่างสุดท้ายที่มักจะใช้ก็คือการติดชิ้นส่วนที่ไม่สามารถเอานิ้วบีบกระดาษให้แนบกันได้ อาจจะเป็นเพราะด้านอีกด้านหนึ่งถูกบังอยู่ ทำให้เวลาติด ต้องติดลงไปได้แค่เบาๆไม่ให้บุบ กรณีนี้ควรใช้กาวยาง เพราะกาวยางจะติดได้ทำนทีแค่แตะเบาๆ และติดได้แน่น

กาวอเนกประสงค์ (กาวยางใส/กาวยูฮูหลอดเหลือง/กาวใส)

กาวชนิดนี้โดยปกติแล้วในการประกอบทั่วๆไปจะใช้งานได้ง่าย เพราะว่าไม่แห้งเร็วเกินไปทำให้พอขยับกระดาษให้เข้าที่ได้บ้าง คล้ายๆกับการใช้กาวแท่ง เนื้อกาวบางและใส ทำให้รอยต่อของกระดาษสวย และนอกจากนั้นยังติดแน่นและแห้งได้เร็วคล้ายกาวยาง โดยที่ไม่ต้องทางทั้งสองด้านเหมือนกับการใช้กาวยาง ทำให้การใช้งานทำได้สะดวกกว่าด้วย กาวชนิดนี้อาจจะมีราคาแพงกว่าแบบอื่นนิดหน่อย แต่ค่อนข้างเหมาะกับการใช้งานทั่วๆไปครับ นอกจากบางกรณีที่ต้องการติดแบบแน่นทันที หรือการติดทำได้แค่แตะเบาๆจริงๆ ถึงจะใช้กาวยาง หรือรอยต่อนั้นอาจจะต้องจัดกระดาษได้ยากจริงๆ อาจจะต้องขยับไปมาอยู่นาน ถึงจะใช้กาวแท่ง


กาวชนิดต่างๆ

กาวอเนกประสงค์

พู่กัน

ทั้งหมดนี้ก็เป็นวิธีการเบื้องต้นในการประกอบโมเดลกระดาษครับ สำหรับคนที่พึ่งจะเริ่มหัดทำใหม่ๆ การทำโมเดลกระดาษจะช่วยให้ผู้ที่ทำเป็นคนที่ใจเย็นมากขึ้น มีความละเอียด อดทน ฝึกสมาธิ และช่วยด้านความเข้าใจทางเรขาคณิต ฝึกสมองในการมองภาพแบบสามมิติ คณิตศาสตร์ และการจินตนาการ การจะทำโมเดลออกมาให้สวย จะต้องใช้เวลาในการฝึกทำ คนที่พึ่งจะหัดทำแล้วทำออกมาเสีย หรือทำออกมาแล้วไม่สวย ก็ลองใหม่ดูครับ ทำไปเรื่อยๆ ซักพักก็จะเก่งเอง ถือว่าเป็นของเล่นและงานอดิเรกที่มีประโยชน์และช่วยพัฒนาทักษะได้ในหลายๆด้านครับ เมื่อทำเก่งแล้ว อาจจะไปลองทำโมเดลที่ละเอียดมากๆหรือยากๆดูได้ครับ